วันพุธที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2554

2012 โลกเกิดหายนะอุทกภัยน้ำท่วมโลกแน่นอน

จากกระแสของ FWD Mail เกี่ยวกับปี 2012 ดาว Nibiru หรือ PlanetX จะเข้าชนโลก หรือ
ภาวะการณ์พลิกกลับขั้วของแม่เหล็กโลก นั้นข้อเท็จจริงต่างๆสามารถอธิบายได้เป็นข้อๆดังนี้






สารบัญเชิงอรรถ




NASA ปิดข่าว
เพราะกลัวว่าถ้าประกาศข่าวนี้แก่ชาวโลกรู้ท่านลองคิดดูสิว่าจะเกิดอะไรขึ้น
เมื่อท่านรู้ตัวว่าจะตายในอีกไม่กี่ปีข้าวหน้า ท่านจะใช้ชีวิตที่สุดเหวี่ยงเลยใช่มะ โลกจะเกิดอาชญากรรมเพิ่มขึ้น 80%
โลกทั้งโลกจะวุ่นวาย จึงปิดเป็นความลับ แต่นักดาราศาสตร์ออกมาอธิบายเรื่องทฤษฎีความเป็นไปได้กัน จ้าละหวั่น
ข้อมูลที่ยังขัดแย้งกันอยู่คือ บางแหล่งบอก ดาวฤกษ์ และอุกกาบาต เพราะขนาดของมันใหญ่กว่าดาวพฤหัส 2 เท่า!!!
(ดาวพฤหัสเป็นดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุดในระบบนี้)

ข่าวใหม่ล่าสุด 23 พ.ค. 2552 ช่อง 11 (4 ทุ่ม) มีการคุยเรื่อง ภัยพิบัติล้างโลก 2012
อาจารย์ สุมิตร อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้เชี่ยวชาญไฮโดรเจน จากองค์การนาซา และเป็นผู้บุกเบิกรถยนต์ Hydrogen
ในประเทศไทย ด้วยวิธีการใช้ไฟฟ้าแยกน้ำที่มีประสิทธิภาพสูง


อาจารย์ สุมิตร ทำงานในองค์การ NASA
ในสายงานคือ ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก
เพื่อสร้างยานอวกาศ เพื่ออพยพผู้คนจาก อุทกภัยน้ำท่วมโลกใน ค.ศ. 2012 (แต่รู้ในวงจำกัด)
อาจารย์ สุมิตร ยืนยันว่าอีก 3 ปี ข้างหน้านี้

โลกกำลังจะเกิดหายนะขึ้นจากอุทกภัยน้ำท่วมโลกใน ค.ศ. 2012 แน่นอน
และคนในองค์การ NASA ทุกคนทราบเรื่องนี้มานานแล้ว แล้วได้สร้างยานอวกาศเพื่ออพยพผู้คนจากอุทกภัย
น้ำท่วมโลกใน ค.ศ. 2012 ใกล้เสร็จแล้ว (แต่ "อาจารย์ สุมิตร" ไม่ได้บอกว่าสร้างไว้กี่ลำ)

"อาจารย์ สุมิตร" ยังยืนยันด้วยว่า มนุษย์ต่างดาวนั้นมีจริง
ปัจจุบันมีมนุษย์ต่างดาวมาทำงานร่วมกับองค์การ NASA โดยสื่อสารทาง "โทรจิต"

ในการถ่ายทอดความรู้ทางเทคโนโลยี เพื่อช่วยมนุษย์จากอุทกภัยน้ำท่วมโลกใน ค.ศ. 2012
(มนุษย์บางคนเท่านั้นที่ถูกเลือกให้รอด)
"อาจารย์ สุมิตร" ยังยืนยันด้วยว่าโลกมนุษย์เรา ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว ในจักรวาลอื่นๆ ก็มีมนุษย์ต่างดาวประมาณ
200 จักรวาล ซึ่งโลกของเราเป็นเพียงจักรวาลเล็กๆ 1 จักรวาล เท่านั้น เราไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวหรอกนะ

"อาจารย์ สุมิตร" บอกว่า มนุษย์โลกสามารถติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวมานานแล้วโดยทาง "โทรจิต" แต่ทาง
"สหรัฐอเมริกา" นั้นค่อนข้างปกปิดเรื่องนี้ ทำให้คนส่วนมากในโลกไม่รู้ ในเมื่อไม่รู้ก็จะมองว่าเรื่องมนุษย์ต่างดาวเป็น
เรื่องเหลวไหล"อาจารย์ สุมิตร" เป็นนักวิทยาศาสตร์องค์การ NASA มาหลายปีแล้ว ท่านเคยไปบอกให้ กระทรวง
วิทยาศาสตร์ของไทย
ควรเร่งสร้างยานอวกาศ เพื่ออพยพคนไทยจากอุทกภัยน้ำท่วมโลก ใน ค.ศ.2012 โดยเร็ว
เพราะคุณสุวิมิตร มีเทคโนโลยีในการสร้างแล้วขาดก็แต่งบประมาณเท่านั้น แต่กลับไม่มีใครเชื่อแถมมองว่าท่านเป็นบ้า
พวกฝรั่งเขารู้กันมานานเขาสร้างยานอวกาศ เพื่ออพยพผู้คนจากอุทกภัยน้ำท่วมโลกในค.ศ.2012 เกือบเสร็จแล้ว แต่
คนไทยยังไม่เชื่อ อีก 3 ปีข้างหน้านี้ โลกกำลังจะเกิดหายนะขึ้นจากอุทกภัยน้ำท่วมโลกใน ค.ศ.2012 แน่นอน
นี่เป็นเรื่องจริงที่ฝรั่งเค้าตื่นตัวกันมาก โดยเฉพาะในหมู่นักวิทยาศาสตร์อวกาศ แต่คนไทยเกือบทั้งหมดยังไม่รู้เรื่องนี้
เลยด้วยซ้ำ น่าสงสารคนไทยจริงๆ
"อาจารย์ สุมิตร" กล่าวว่า คนไทยน่าจะเลิกทะเลาะกันได้แล้ว อีก 3 ปี ได้จมน้ำตายแน่ๆ เพราะอุทกภัย
น้ำท่วมโลกใน ค.ศ.2012 นั้นเป็นวันหายนะที่ร้ายแรงมากร้ายแรงขนาดล้างโลกเลยทีเดียวไม่งั้นมนุษย์ต่างดาว
เค้าคงไม่มาทำงานร่วมกับ องค์การ NASA เพื่อช่วยในการสร้างยานอพยพผู้คนในครั้งนี้ เป็นแน่นี่เป็นเรื่องจริงไม่ใช่
เรื่องเหลวไหล เพราะอาจารย์ สุมิตร อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นนักวิทยาศาสตร์องค์การ NASA มีตัวตนจริง

ลองหาข้อมูลของ อาจารย์ สุมิตร อิศรางกูร ณ อยุธยา ใน Google

ฉะนั้นบอกคนที่คุณรักซะว่าคุณรักเค้ามากแค่ไหนเพราะอีก3ปี...คงไม่มีโอกาสได้บอก



ทาง NASA ได้คํานวนไว้เเล้ว
ตามแบบตัวอย่างคอมพิวเตอร์ Hyderabad การพลิกกลับเกี่ยวกับขั้วของโลกและดวงอาทิตย์สามารถเป็นสาเหตุ
ให้เกิดปัญหาที่จริงจังดังต่อไปนี้
  • ระบบอิเล็กโทรนิคจำนวนมากจะทำงานผิดปกติ (ระบบขีปนาวุธ computer)
  • การอพยพของฝูงสัตว์ เช่น นก หรือปลาวาฬ ทำให้สูญเสียทิศทางและอื่นๆ
  • ระบบภูมิคุ้มกันโรคในบรรดาสัตว์รวมถึงมนุษย์จะทำให้อ่อนอย่างมาก
  • ทำให้ภูเขาไฟเพิ่มขึ้น เกิดการเคลื่อนที่ของเปลือกโลก แผ่นดินไหว และแผ่นดินถล่ม
  • สนามแม่แหล็กโลก(Magnetosphere) จะอ่อนแอลง และการแผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากดวงอาทิตย์จะ
    เพิ่มปริมาณถึงระดับอันตรายก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังตามมาซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้เเละในที่สุดเราก็จะตายกันหมด
  • กลุ่มวัตถุในอวกาศที่มีเส้นผ่านมากมายจะเฉียดเข้าใกล้โลกได้ง่ายขึ้น
  • แรงดึงดูดของโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

นอกกรอบ

ทางโหราศาสตร์ - บ่งบอกว่าจะเกิดการเรียงตัวกันของ โลก กาแล็คซี่ทางช้างเผือก และดวงอาทิตย์
ทางโบราณคดี - อย่างที่พูดข้างต้นไว้...เป็นวันสุดท้ายในปฏิทินของช าวมายันมีเเค่ 2012 เท่านั้น
ทางการทำนาย - นอสตราดามุสได้ทำนายไว้กับราศีตีความแล้วสอดคล้องกับ ทางโหราศาสตร์
ทางด้าน UFO - ผู้ที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวได้อ้างว่ามนุษย์ต่างดาวได้บอกเขา(แล้วแต่ความเชื่อ)


ไม่ว่าจะทางใด ดูจากหลายๆทางแล้วชี้ไปในปีเดียวกัน ความเชื่อมั่นกับสิ่งที่จะเกิดในปี 2012 นั้น น่าจะมีอะไรเกิดการ
เปลี่ยนแปลง แต่ที่แน่ๆในปัจจุบันผมมั่นใจว่ามันน่าจะเริ่มเกิดขึ้นแล้ว โดยสังเกตุจากผลกระทบจากภัยธรรมชาตินี่เอง
เมื่อกลับมามองดูปี 2012 ก็เลยมานั่งพิจรณาดู(การนับเลขฐานสิบจะนับศูนย์ถึงเก้า) ถ้าเราตัดเลขสองออกก็จะได้เลข
นับ 0->1->2 เมื่อมาดูเป็น ปี พ.ศ.มันเป็นปี พ.ศ. 2555 ถ้าเราตัดเลขสองออกเช่นกัน จะได้เลข 5 เรียงตัวกัน 3 ตัว
ขอโยงไปเรื่องโหราศาตร์ที่จะมี โลก,กาแล็คซี่และดวงอาทิตย์ ที่จะเกิดการเรียงตัวกัน ผลลัพธ์นั้นคงบอกไม่ได้อาจ
เกิดผลกระทบรุนแรงต่อโลกหรืออาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยก็ได้ พราะสิ่งที่เราไม่รู้นั้นยังมีอีกมากมายทั้งใน
อวกาศและ
จักรวาล ดังที่บอกไว้แล้วว่า ดาวเเบบโลกของเรามี 200 กว่าดวง

สุดแท้เเต่ละความเชื่อ โปรดใช้ดุลพินิจในการอ่าน

1./ ประกาศจากองค์การNASAรื่อง Pole Shift คือเหตการณ์ที่ขั้วแม่เหล็กโลกเคลื่อนที่ และแกนของโลกจะ
พลิกกลับขั้ว คือ ขั้วโลกเหนือจะมาอยู่ที่ขั้วโลกใต้ แล้ววันนั้นจะเป็นวันเดียวกับที่ดวงอาทิตย์จะพลิกกลับขั้วเช่น
กันเพราะดวงอาทิตย์จะพลิกกลับขั้วทุกๆ 11ปี ล่าสุดคือปี พ.ศ.2544 ถ้ามาถึงวันนี้ก็ 11ปีพอดี (2544+11=2555)
ขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังพลิกกลับขั้วนั้น ดวงอาทิตย์จะแผ่สนามแม่เหล็ก และ รังสีความร้อนสูงมายังโลก ซึ่ง
เป็น ช่วงเวลาเดียวกับที่โลกไม่มีสนามแม่เหล็กป้องกันตัวเอง ผลคือน้ำแข็งขั้วโลกละลายทันทีน้ำท่วมโลก
ฉับพลัน
ไม่มีทางหนีได้ทัน ในวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ.2012 (พ.ศ. 2555)

Computer Models predict Magnetic pole reversal in Earth and Sun can bring end
to human civilization in 2012 – evidence of extra-terrestrial help in our survival
According to some computer scientists working together with a group geophysicists and astrophysicists,
Earth and Sun both will go through a process of Magnetic Pole Reversal in 2012.This last happened millions
of years back when the Dinosaurs disappeared. A private research and analysis company in Hyderabad is
predicting a major upheaval in 2012.

http://www.indiadaily.com/editorial/1753.asp


ภาพจําลองของ NASA

จริงๆแล้ว สนามแม่เหล็กโลก มีการกลับขั้วในอดีตมาหลายครั้งแล้ว ตามการศึกษาหินใต้มหาสมุทร ก่อนจะ
กล่าวต่อไป ขออธิบายสภาพท้องมหาสมุทรซักนิด หากเราได้ดูภาพถ่ายจากดาวเทียม(หรือGoogle earth ก็ได้)



เราจะเห็นว่าที่ท้องมหาสมุทรมีรอยแยก ซึ่งเขาเรียกรอยแยกนั้นว่า Sea floor Spreading Theory หรือ ทฤษฎีการ
แยก
ของแผ่นเปลือกโลกใต้มหาสมุทร
ซึ่งทฤษฎีนี้เกิดจากการเก็บ ตัวอย่างหินใต้ท้องมหาสมุทร พบว่าหินที่ได้เป็น
หินที่มีอายุอ่อนโดยเฉพาะหินที่อยู่ใกล้รอยแยกจะมีอายุอ่อนกว่าที่ไกลออกไปนอกจากนี้ก็พบว่าธาตุเหล็กในหินมีการเรียง
ตัวต่างกัน ซึ่งได้ข้อสรุปว่าเกิดจากสนามแม่เหล็กโลกมีการกลับขั้ว

ลองทำความเข้าใจกับรูป น่าจะดีกว่าคำอธิบาย
อย่างไรก็ตามทฤษฎีที่นักวิทยาศาสตร์เขาสรุปกันก็ล้วนมาจากการเดาทั้งนั้น(เดาอย่างมีเหตุผล)


หลังจากผมไปค้นดูก็พบว่าเรื่องสนามแม่เหล็กโลกกลับทิศที่แปลมาจากเว็บนี้ ไม่ถูกอยู่หลายจุดครับ
มาดูเป็นข้อๆเลยละกันนะครับ

1.1 จากที่แปลมาบอกว่าจะเกิดอัตรายอย่างใหญ่หลวงต่อมวลมนูษยชาติ อาจทำให้สูญพันธุ์เลยก็ได้
มาดูข้อมูลจริงๆกัน
จากเว็บของ national geographic http://news.nationalgeographic.com/news/20...thmagfield.html
- "The field has reversed many times in the past, and life didn't stop," said Gary Glatzmaier
- "The field is in constant flux, scientists say. But even without it, life on Earth will continue,
researchers say."

1.2. แล้วที่บอกว่าจะมีผลต่อภูมิคุ้มกันของมนุษย์ล่ะ
ลองไปอ่านที่คำถาม 6D http://istp.gsfc.nasa.gov/earthmag/magnQ&A1.htm#q6
จะพบคำตอบว่า
"I don't know about migrating animals (they may have magnetic organs, sort of built-in compasses),
but there seem to exist no magnetic effects on DNA,resistance to antibiotics and so on;those changes
seem more related to chemistry."
คำตอบ คือ การเปลี่ยนแปลงของแม่เหล็กไม่มีผลต่อ DNA และภูมิคุ้มกันแต่อย่างใด และการทำนายที่ว่า
จะเกิด
ผลร้ายต่อร่างกายมนุษย์นั้น ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าแกนแม่เหล็กจะต้องเป็นศูํนย์ แต่ในความเป็นจริง
แกนแม่เหล็กโลกจะไม่เป็นศูนย์แน่นอน


"This official scientific stance says that the magnetosphere which shields us from cosmic radiation
would not entirely disappear either"

1.3. แกนแม่เหล็กโลกจะพลิกกลับขั้วตอนปี 2012
จากเว็บของนาซ่า http://science.nasa.gov/headlines/y2001/ast15feb_1.htm
ลองไปอ่านดูจะพบว่าที่ทำนายคือ แกนเม่เหล็กของ"ดวงอาทิตย์"จะพลิกกลับขั้วตอนปี 2012 ไม่ใช่ โลก
ซึง การกลับขั้วของดวงอาทิตย์จะเกิดทุกๆ 11 ปี ซึ่งเป็นวงรอบจำนวนของจุดดำบนดวงอาทิตย์ด้วย

สงสัยคนแปลคง่จะสับสนระหว่างการกลับขั้วของดวงอาทิตย์กับโลก เลยเอามาโยงเข้าด้วยกันซะอย่างงั้น
และการกลับขั้วของดวงอาทิตย์ก็ไม่มีผลอะไรน่ากลัวด้วยซ้ำ เพราะมัีนกลับมาหลายรอบแล้ว ไม่เห็นมีใคร
เป็นอะไรเลย


แล้วที่เค้าทำนายจริงๆว่าแกนแม่เหล็กโลกจะกลับขั้วนั้นเมื่อไหร่?
"Earth’s magnetic field also flips, but with less regularity. Consecutive reversals are spaced
5 thousand years to 50 million years apart. The last reversal happened 740,000 years ago.
Some researchers think our planet is overdue for another one, but nobody knows exactly
when the next reversal might occur"

จะเห็นได้ว่ามันเกิดขึ้นได้ระหว่าง 5พันถึง 50 ล้านปี แต่ไม่มีใครสามารถตอบได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อีก
ทั้งกระบวนการในการกลับขั้วนั้นยาวนานเป็นพันๆปีด้วยซ้ำ และสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด การพลิกกลับขั้วแม่
เหล็กอาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้


"But more likely than not what will happen is the original [field] will get stronger again and
overwhelm the instability," Glatzmaier said.

---------------------------------------------------------------------------------


เป็นการยืนยันให้เห็นว่าบทความต่างๆจากอินเตอร์เนทนั้นต้องตรวจสอบก่อนเสมอครับ

Credit : คุณมองอย่างแมว http://dmc.tv/forum/lofiversion/index.php/t5086.html



ปฏิทินมายา นับถอยหลัง ถึงวันสุดท้าย 22 ธันวาคม 2012

2./ ชาวมายา (ชนเผ่ามายาแห่งอเมริกากลาง) ทำปฏิทินใช้เองตั้งแต่ 1,000 ปีที่แล้ว ชนเผ่ามายา นี้มีความ
สามารถในการคำนวนการโคจร การเกิดดับของดวงดาวอย่างไม่น่าเชื่อ คือเขาสามารถคำนวนว่า โลกหมุนรอบ
ดวงอาทิตย์โดยใช้เวลา 365 วัน ตั้งแต่ 1,000 ปีที่แล้ว ซึ่งตรงกับปฏิทินที่ชาวโลกปัจจุบันใช้กันแล้วยังสามารถ
คำนวนเกี่ยวกับระบบสุริยะจักรวาลได้อย่างแม่นยำมาก


ชาวมายันคำนวนว่า 22 ธันวาคม 2012 เป็นวันสุดท้ายของปฏิทินและเป็นวันสุดท้ายของโลก

ชาวมายายังกำหนดวันสุดท้ายของปฏิทินของพวกเขาคือ วันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 2012 (พ.ศ. 2555) พวกเขาบอกด้วย
ว่า วันนั้นโลกจะถึงจุดสิ้นสุด (โดยบอกไว้เมื่อ 1,000 กว่าปีที่แล้ว) น่าแปลกมาก ทำไมมาตรงกับองค์การ NASA

โลกก็จะไม่แตกสลายเพราะว่าสุดตัวเลขปฏิทินมายา หลังวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ.2012
2.1. ปฏิทินมายาทำนายว่า ปี ค.ศ. 2012 เป็นวาระสุดท้ายของโลกจริงหรือ?

Mayan Long Carlendar
ปฏิทินมายามีหลายแบบ แบบหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับปี ค.ศ. 2012 คือแบบที่เรียกกันว่า ปฏิทินรอบยาว(long count)
ระบุวันด้วยชุดของตัวเลข ตัวเลขชุดนี้แทนวันที่ได้ยาวนาน 5,126 ปี เทียบกับวันที่ตามระบบปฏิทินสากลตั้งแต่
วันที่ 11 สิงหาคม 3114 ปีก่อนคริสต์กาลไปจนสุดจำนวนเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 2012

การสิ้นสุดของตัวเลขปฏิทินมายา หรือการครบจำนวนสูงสุดที่กำหนดไว้ในระบบนับวันระบบใด ระบบหนึ่ง จะ
แสดงถึงการสิ้นสุดของโลกเชียวหรือ

คอมพิวเตอร์สมัยก่อนก็มีระบบปฏิทินในตัวเครื่องที่แสดงวันเดือนปีได้จนถึงสิ้น ค.ศ.2000 อันเป็นที่รู้จัก
กันในนามของปัญหา Y2K แต่เมื่อสิ้นสุด ค.ศ.2000 โลกก็ไม่ได้แตกตามระบบนับวันของคอมพิวเตอร์

ทำนองเดียวกัน โลกก็จะไม่แตกสลายเพราะว่าสุดตัวเลขปฏิทินมายา หลังวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ.2012
ปฏิทินมายาก็จะเริ่มนับรอบใหม่



3./ คำทำนายของ Gordon-Michael Scallion เป็น ผู้หยั่งรู้อนาคต(futurist) มีญาณทัศนะ(Spiritual
Visionary)
คือ มองเห็นอนาคตด้วยญาณ มีความแม่นยำมาก เขาได้ทำนายว่า

"น้ำกำลังจะท่วมโลก จนหลายประเทศหายไปจากแผนที่"

ประเทศที่เป็นเกาะจะจมน้ำทั้งหมด ประชากรโลกที่รอดตายมีเพียง 10% เท่านั้น เขาเชื่อว่าเหตุการณ์
จะเกิดขึ้นในระหว่าง ปีค.ศ.1998-2012(พ.ศ.2541-พ.ศ.2555) และเขาได้สร้างแผนที่โลกใหม่หลังน้ำท่วม
ครั้งใหญ่ภายใต้ชื่อ Future Map Of The World ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1978(พ.ศ.2521)ซึ่งประเทศไทยเหลือ
แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น

Gordon-Michael Scallion ได้มองเห็นภาพอนาคตของโลกเป็นครั้งแรก โดยก็มองเห็นตัวเองอยู่สูงขึ้นไปใน
อวกาศแล้วมองกลับลงมาบนโลก หลังจากนั้นอีกหลายปีก็เห็นภาพเดิมอีกครั้ง ทำให้เข้าสามารถสร้าง แผนที่โลก
ในอนาคต
ขึ้นมาและพิมพ์ในปีพ.ศ.2525โดยนายGrodonเชื่อว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นในระหว่างปี 1998-2012
(พ.ศ.2541-พ.ศ.2555) ซึ่งเหตุการณ์จะเกิดจาก
  • ต้นเหตุสำคัญคือแผ่นดินไหวภูเขาไฟระเบิด อันเนื่องมาจาก
  • แผ่นทวีปของเปลือกโลกเคลื่อน โดยสภาพการเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปในแต่ละพื้นที่ดังนี้
แผนที่นี้ ภายใต้ชื่อ Future Map Of The World ถูกสร้างขึ้นในปี 1978 (พ.ศ. 2521)

เอเชีย

เนื่องจากมีวงแหวนไฟ Ring of Fire ผ่าน Asia (แนวเขตรอยต่อของแผ่นเปลือกโลก (Plate boundary) โดย
ส่วนแนวเขตนื้เรียกว่า
riff) ทำให้เป็นเขตเกิดแผ่นดินไหวสูงยังผลให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในเขตนี้ โดยจะเกิด
น้ำท่วมใหญ่
ตั้งแต่ ฟิลิปปิน ญี่ปุ่น ไปจนถึงทะเลแบริ่ง (เป็นช่องแคบอยู่ระหว่างรัฐอะแลสกา กับรัสเชีย) รวมทั้ง
หมู่เกาะคูริน
และ เกาะแซคาลิน (เป็นของรัสเชีย อยู่ใกล้กับ ฮอกไกโด ญี่ปุ่น) เนื่องมาจากแผ่นแปซิฟิกเคลื่อน
(Pacific Plate shift)
ไป 9 องศา
  1. เกาะญี่ปุ่น จะจมเหลือไว้เพียงแค่ 2-3 เกาะเล็กๆ เท่านั้น
  2. ไต้หวัน เกาหลี ส่วนใหญ่จะหายไปในทะเล ด้วยเหตุที่แผ่นโลกเคลื่อนตัวนี้
  3. แนวฝั่งของ จีน จะเลือนร่นเข้าไปในแผ่นดินใหญ่หลายร้อยไมล์
  4. อินโดนีเซีย จะถูกทำลาย ถึงแม้ว่าจะมีเกาะใหม่เกิดขึ้นมาด้วยก็ตาม
  5. ฟิลิปปินส์ จะถูกกลืนหายลงไปในทะเล
อเซีย จะได้รับความสูญเสียอย่างหนักจากการเปลี่ยนแปลงใหญ่ครั้งนี้ และจะมีแผ่นดินใหม่เกิดขึ้นด้วย
สิ่งที่ความพิจารณาจากคำทำนาย นี้ก็คือ เอเชียอยู่บน 3 แผ่นทวีป คือ
    1. แผ่นฟิลิปปินส์
    2. แผ่นอินโด-ออสเตรเลียน
    3. แผ่นยูเรเซียน(ไทย - จีน อยู่บนแผ่นนี้)
บริเวณที่ ไทย และ จีน อยู่บนแผ่นทวีปของ ยูเรเซี่ยน เป็น เขตแผ่นดินยกตัว ดังนั้นหากเกิดการเปลี่ยนแปลง รุนแรง
ขึ้นจริงน่าจะเป็นไปในทางที่ทำให้
แผ่นดินยกตัวสูงขึ้นมากกว่า โดยที่

  • แผ่นแปซิฟิก ที่ว่าเคลื่อนไป 9 องศานั้น ทิศทางการเคลื่อนที่ตามปกติก็จะเคลื่อนที่ในทิศทาง
    มุดตัวลงใต้แผ่นทวีป ยูเรเซียน
  • บริเวณประเทศญี่ปุ่น มุดตัวลงใต้แผ่นฟิลิปปิน และ
  • แผ่นอินโด-ออสเตรเลียน มุดตัวใต้แผ่นยูเรเซียนบริเวณเทือกเขาหิมาลัยซึ่งการมุดตัวดังกล่าวจะทำให้ทวีป
    ยกตัวขึ้น




ผลสรุปการทำนายก็คือ ประเทศไทยจะยังเหลืออยู่บางส่วน ซึ่งคงได้ยินกันมาอยู่บ้างว่า ประเทศไทยจะเหลือมากที่สุด
คือ ภาคเหนือ ส่วนอีสานบางส่วน และ ภาคใต้จะจมลงไปในทะเลพร้อมกับมาเลเซีย สิงคโปร์และอินโดนีเซีย ส่วน
ชายฝั่งทะเลจะมาอยู่ที่ ชัยภูมิ,เพรชบูรณ์,พิจิตร,พิษณุโลก,สุโขทัย และตาก ส่วนแม่น้ำโขงจะกลายจากแม่น้ำ เป็นทะเล


**ข้อพิสูจน์นี้ก็ได้แก่ ที่ราบสูงทิเบต เทือกเขาหิมาลัย และ อีสานของไทย ซึ่งถูกยกตัวสูงขึ้นจากเมื่อ 60-20ล้านปีก่อน

แผนที่ใหม่ทวีปอเมริกา
ในส่วนของประเทศอื่นๆขออนุญาตไม่วิจารณ์นะครับ แต่เอามาให้ดูและพิจารณากันเอง


ภาพจำลองเหตุการณ์ ตึกใบหยก2 ทาวเวอร์ อาคารที่สูงอันดับ2 ของประเทศไทยจมอยู่ใต้น้ำครึ่งหนึ่ง



แบบจำลองคอมพิวเตอร์ ทำนายการพลิกกลับขั้วของแม่เหล็กโลก
อาจนำมาสู่การสิ้นสุดอารยธรรมมนุษย์ในปี 2012

จากการทำงานของนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จำนวนหนึ่ง ที่ได้ศึกษาปรากฎการณ์แกนโลกพลิกตัว บอกว่าโลก
และดวงอาทิตย์ ทั้งสองมีความเกี่ยวข้องกันและสัมพันธ์กัน โดยจะแลกเปลี่ยนพลังงานและใช้จนหมดกระบวนการ
หนึ่ง จนเกิดกระบวนการของการพลิกกลับขั้วเกิดขึ้น ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเกิดขึ้นเมื่อหลายล้านปีก่อน เมื่อสัตว์จำพวก
ไดโนเสาร์ที่สาบสูญไปในช่วงเวลานั้น



ดาวนิบิรุชนดาวโลก

....ปัจจัยที่ ดาวนิบิรุชนดาวโลก ในปัจจัยข้อนี้มีโอกาสชนถึง 95% โดยประมาณ ที่จะทำไห้โลกแตกและหายไป
ทั้งดวงและอีก 3% โดยประมาณโลกจะหายไปส่วนหนึ่ง ดาวโลกจะเกิดการขาดสมดุลทางด้านแรงโน้มถ่วง
และทำให้ อาจจะ เกิดการเปลี่ยนวงโครจรและมนุษย์ตาย ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศ

...อีก 1%ดยประมาณ ดาวนิบิรุชนดวงจันทร์ ทำให้ดาวนิบิรุเปลี่ยนวงโคจรใม่ชนโลก แต่สะเก็ดดวงจันทร์ จะตก
ลงมายังพื้นโลก และเกิดความเสียหายอยู่ดี,ทำให้น้ำท่วมโลก เพราะไม่มีดวงจันทร์,ไม่เกิดปรากฎการน้ำขึ้นน้ำลง

...และอีก 0.02% โดยประมาณ ดาวนิบิรุเพียงแค่เฉียดโลกเฉยๆ ทั้ง 3 เหตุการณ์ NASA วิเคราะห์ว่าจะเกิดขึ้น
(พร้อมกัน)
ในวันที่ 22 หรือ 21 ธันวาคม ค.ศ.2012 หรือ พ.ศ.2555

หลายคนจะได้เตรียมพร้อมพวกเราอาจจะไม่ใช่มนุษย์ที่ถูกเลือกให้มีชีวิตอยู่ต่อไป
แต่เราก็มีสิทธิที่เราจะได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำก่อนตาย



2012 มหาอุทกภัยท่วมโลก หยิบคำพยากรณ์จากผู้รู้แขนงต่าง ๆ มาเล่าสู่กันฟัง
ผ่านปลายปากกา ดร.อนุทิช ชูอรรถ จากสำนักพิมพ์เม็กกูรู


จากคำพยากรณ์ และเหตุการณ์เตือนภัยจากธรรมชาติทั้งหมด ที่เกิดขึ้นในเล่ม ตั้งแต่ เจาะตำนานน้ำท่วมโลก,
แผนที่โลกใหม่หลังน้ำท่วม, แผนที่ใหม่ประเทศไทย, ย้อนบันทึกชาวมายา, บันทึกในพุทธศาสนา, คำทำนายเกจิ
อาจารย์สายปฏิบัติ, ประกาศเตือนจากนาซา, ลางบอกเหตุ, เส้นทางหนี และเมืองแห่งอนาคต

ผู้เขียนบันทึกไว้อย่างน่าคิดว่า หลังจากที่องค์การนาซา ได้คำนวณด้วยหลักการและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้
ผลว่าในวันที่ 22 ธันวาคม 2012 ดวงอาทิตย์จะปรับแกน คือจากขั้วเหนือจะหมุนกลับไปขั้วใต้ แล้วจากที่เคยเป็นขั้ว
ใต้ ก็จะหมุนกลับไปแทนในตำแหน่งของขั้วเหนือ โดยการปรับขั้วของดวงอาทิตย์ เป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ ที่
เกิดขึ้นทุกๆ 11 ปี และไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับวงการวิทยาศาสตร์

แต่ที่น่าสะพรึงกลัวคือในวันเวลาดังกล่าว แกนของขั้วโลกจะปรับไปพร้อมๆกัน นั่นหมายความว่า แกนขั้วโลกเหนือจะ
หมุน
กลับมาเป็นแกนขั้วโลกใต้ ส่วนแกนขั้วโลกใต้จะหมุนกลับไปตำแหน่งขั้วโลกเหนือ ซึ่งปรากฎการณ์ดังกล่าว เคย
เกิดขึ้นมาแล้วอย่างน้อยครั้งหนึ่งและครั้งสุดท้ายที่วิทยาศาสตร์ใหม่ทราบคือ เมื่อหลายล้านปีที่แล้วเป็นสาเหตุให้สัตว์
ตระกูลไดโนเสาร์สูญพันธุ์ ทันที!



ดาว NIBIRUที่สามารถมองเห็นด้วยกล้องดูดาว


ดาวนิบิรุ เป็นอีกหนึ่งที่น่าจับตามอง เนื่องจากเป็น ดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ประมาณ 2เท่าของดาวพฤหัส มี
วงโคจรหมุนรอบดวงอาทิตย์ที่กว้างราว 3,600 ปี ต่อการหมุนรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบ ทำให้นักวิทยาศาสตร์
พากันวิตกว่า เส้นทางโคจรของดาวดวงนี้ จะโคจรมาทับวงโคจรของโลกหรือไม่ เพราะหากนิบิรุโคจรเป็นแนว
ระนาบเดียวกันกับ โลกและดวงอาทิตย์ ในปลายปี 2555 จะทำให้ เกิดแรงพลังดึงดูดซึ่งกันและกัน จำนวน
มหาศาล จนอาจทำให้ สิ่งมีชีวิตบนโลกทนแรงดูดไม่ไหว ล้มตายกันเป็นจำนวนมาก


Planet X คืออะไร?
เมื่อครั้งที่นักดาราศาสตร์รู้จัก ดาวเคราะห์แปดดวง ยังไม่พบดาวพลูโต นักดาราศาสตร์พบว่าการโคจรของ
ดาวเนปจูน มีความผิดปรกติ เหมือนมีแรงรบกวนจากวัตถุขนาดใหญ่อีกดวงหนึ่งคอยดึงดูดรบกวนอยู่ วัตถุนี้
อาจเป็นดาวเคราะห์ขนาดใหญ่อีกดวงที่ยังมองไม่เห็น จึงมีความพยายามค้นหาดาวเคราะห์ลึกลับนี้โดยตั้งชื่อ
ไว้ล่วงหน้าว่า ดาวเคราะห์เอกซ์ (Planet X)


แม้เวลาต่อมาจะมีการค้นพบดาวพลูโต ปัญหานี้ก็ยังไม่คลี่คลาย เนื่องจากดาวพลูโตเล็กและเบาเกินกว่าจะมี
ผลต่อการโคจ รของดาวเนปจูน การค้นหาจึงดำเนินต่อไป


ต่อมาหลังจากที่มียานอวกาศไปสำรวจ ดาวยูเรนัส กับเนปจูน ในระยะใกล้จึงพบว่าความผิดปกติของวงโคจร
ดังที่เคยสำรวจจากโลกนั้นเป็นเพียงความผิดพลาดจากการวัด ไม่ใช่ความผิดปรกติของวงโคจรแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตามการค้นหาวัตถุใหม่นอกวงโคจรดาวเนปจูนก็ยังมีอยู่ต่อไป และนักดาราศาสตร์ก็ได้ค้นพบวัตถุอีก
หลายดวง แต่ทุกดวงล้วนเป็นวัตถุเล็กคล้ายดาวพลูโตมากกว่า


Planet X เป็นดาวเคราะห์ล้างโลกจริงหรือ?
ดาวเคราะห์แต่ละดวงมีวงโคจรของตัวเอง มีรัศมีวงโคจรต่างกัน วงโคจรมีเสถียรภาพดีไม่ใช่สิ่งที่จะมาชนกันได้
ง่ายๆ
ตามความรู้และข้อมูลที่นักวิทยาศาสตร์มีอยู่ เชื่อว่าหากมีการค้นพบดาวเคราะห์ดวงใหม่ในระบบสุริยะจริง
(ซึ่งจะได้ชื่อ
ว่าเป็นดาวเคราะห์เอกซ์) ดาวเคราะห์ดวงนี้ก็น่าจะอยู่พ้นวงโคจรของ ดาวเนปจูน ออกไปอีก แล้ว
ดาวเคราะห์ที่มีวงโคจรใหญ่โตอยู่ไกลปืนเที่ยงขนาดนั้นจะมาชนโลกได้อย่างไร


จงจำไว้ว่า ดาวเคราะห์เอกซ์ คือสิ่งที่นักดาราศาสตร์ถวิลหา และการค้นพบจะเป็นข่าวน่ายินดี หากวันหนึ่งคุณ
เห็นข่าวพาดหัวว่าค้นพบดาวเคราะห์เอกซ์แล้ว ก็อย่าไปแตกตื่นให้อายใครเขา


ดาวนิบิรุ มีจริงหรือไม่?
นิบิรุ เป็นชื่อเทพองค์หนึ่งของบาบิโลน ...ส่วน ดาวนิบิรุ เป็นดาวตามทฤษฎีของ เซชาเรีย ซิตชิน ซึ่งอ้างว่า
ถอดความมาจากจารึกของชาวสุเมเรียน ทฤษฎีนี้กล่าวว่าดาวนิบิรุ เป็นดาวที่มีสิ่งมีชีวิตที่มีอารยธรรมอาศัยอยู่
และเคยมาเยือนโลกเมื่อนานมาแล้ว

แม้เรื่อง ดาวนิบิรุ จะได้รับความนิยมในหมู่ผู้ชื่นชอบ เรื่องลึกลับ เรื่องจานบิน เรื่องมนุษย์ต่างดาว แต่เนื่องจาก
ทฤษฎีนี้มีหลักฐานอ่อนมาก และตั้งอยู่บนจินตนาการมากกว่าเหตุผล เรื่องนี้จึงไม่ได้รับการยอมรับในวงกว้างใน
วงการวิทยาศาสตร์ รวมถึงนักวิชาการด้าน สุเมเรียน ด้วย


ดาวนิบิรุ กับ Planet X เป็นดวงเดียวกันหรือไม่?
บทความหรือทฤษฎีที่เกี่ยวกับโลกแตกปี 2012 มักกล่าวว่า นิบิรุ และดาวเคราะห์เอกซ์ (Planet X)เป็นวัตถุดวง
เดียวกัน แต่ความจริงต่างกันโดยสิ้นเชิง ดาวเคราะห์เอกซ์เป็นดาวเคราะห์ที่ยังหาไม่พบ แต่เชื่อว่ามีจริง และ
มีการค้นหาอยู่ ส่วน ดาวนิบิรุ เป็นดาวในตำนาน ที่ยังขาดหลักฐานที่ดีพอที่จะบอกได้ว่ามีอยู่จริง


ที่มา : https://sites.google.com/site/rungsira/slak-wi-tamci-chan/2012lokkeidhaynaxuthkphaynathwmlok

Nibiru and world ends Hoax

นิบิรุ และวันสิ้นโลก 2012 : คำถามและคำตอบ
ลิงค์ต้นฉบับ Ask an astrobiologist แปลโดย ธาวันอุทัย เจริญพงษ์




ผมได้เห็นผู้คนในอินเตอร์เน็ตมากมายถามเกี่ยวกับวันสิ้นโลกปี2012 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าplanet X ก็เลยไปหาข้อมูลดู
ปรากฏว่าเจอเว็บนี้ซึ่งอธิบายดีมากเกี่ยวกับทฤษฏีวันสิ้นโลกต่างๆ ในเว็บเค้ามี 20ข้อ แต่มีเพียง 9ข้อแรกเท่านั้นที่เก็บกับ
Planet X หรือ นิบิรุ ที่เป็นหัวข้อ เลยแปลมาเท่านั้นน่ะครับ เรื่องอื่นๆเกี่ยวกับวันสิ้นโลกนั้นผมได้แปลไว้ก่อนหน้านี้แล้ว

เรื่องราวเกี่ยวกับ ดาวเคราะห์นิบิรุ ที่อุปโลกค์ขึ้นมาและคำทำนายเกี่ยวกับ วันสิ้นโลกในปี 2012 ผุดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก
บนอินเตอร์เน็ต ขณะนี้ (มิถุนายน
2009) มีหนังสือ 175เล่มใน เว็บไซท์ Amazon.com ที่เกี่ยวข้องกับ วันสิ้นโลก 2012


Have a question about life in the universe? You’ve come to the right place.

Ask an Astrobiologist is a service to answer astrobiology questions from the public,both about the origin and
evolution of life on Earth and looking forward to the search for life on other worlds. If you have a question,
begin by searching our database of more than 1,000 previous questions and answers. If you can’t find the
information there, click
Submit a Question and have your question personally answered by NAI’s Senior Scientist.

Note that because of the backlog, it typically takes 2-3 weeks before your answer is posted. Also note that we
don’t do school homework, and we try to select questions for reply that are focused on the science of astrobiology.








ขณะที่เรื่องหลอกลวงนี้แพร่กระจายออกไป มีฉากความหายนะอีกหลากหลายแบบก็ผุดขึ้นมาด้วย
"ถามนักโหราศาสตร์-ชีว
วิทยา(
Ask an Astrobiology)" (เป็นเว็บที่บทความนี้ไปคัดลอก และแปลมา) ได้รับคำถามเกือบๆพัน คำถามกี่ยวกับ นิบิรุ
และ
2012 ด้วยมากกว่า 200คำตอบ ได้เผยแพร่มีคำถามใหม่ๆที่คลายคลึงกับที่ได้ตอบไปแล้ว ต่อไปนี้เป็นคำถามที่เป็นที่
นิยมมากที่สุด
20 คำถาม เรียบเรียงตามลำดับเหตุผลเพิ่มเติมจากความคิดเห็นของผม มีแหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์อีกมาก

- Neil de Grassse Tyson ได้โพสคลิปวิดีโอดีๆ เกี่ยวกับ นิบิรุ 2012 ( Neil deGrasse : Tyson Pluto Files)
- วิกิพีเดียมีบทความที่เกี่ยวข้องมากมาย, เริ่มจาก Nibiru colision, Nibiru Mythology และ Nibiru Sitchin และ 2012
doomsday prediction.
- รายละเอียดการกำเนิดของดาวเคราะห์เอ็กซ์/นิบิรุ หาได้เพิ่มเติมจากการพิจารณาโดย Phil Plait ในเว็บไซท์Badastronomy


เดวิด มอริสัน David Morrison
นักวิทยาศาสตร์ อาวุโส NAI(NAI Senoir Scientist)



1
มิถุนายน 2009

1.) อะไรคือจุดเริ่มต้นของคำทำนายว่าโลกจะสิ้นสุดในเดือนธันวาคม 2012 ?

เรื่องราวเริ่มขึ้นจากการกล่าวอ้างว่า นิบิรุ ดาวเคราะท์ที่เชื่อกันทั่วไปว่าค้นผบโดยชาวสุเมเรี่ยน กำลังพุ่งมายังโลก
Zecharia Sitchin
ผู้ที่เขียนนิยายเกี่ยวกับอารยธรรมของ ชาวเมโสโปเตเมีย ในยุคโบราณ แห่งซูเมอ ได้อ้างในหนังสือ
หลายเล่ม(ตัวอย่างเช่น
The Twelfth Planet, published in 1976ว่าเขาได้พบและแปลเอกสารของชาวสุเมเรี่ยน ที่ได้
ชี้ให้เห็นถึง ดาวเคราะห์นิบิรุ โคจรรอบดวงอาทิตย์ทุกๆ
3600 ปี
นิทานชาดกของชาวสุเมเรียน ได้รวมถึงเรื่องราวของ นักบินอวกาศยุคโบราณ มาเยือนโลก จากอารยธรรม ของ
มนุษย์ต่างดาว ที่เรียกว่า อนันนากิ (Anunnaki) จากนั้น Nancy Lieder ผู้ที่กล่าวอ้างตัวเองว่าเป็นผู้มีพลังจิต และได้มีการ
ติดต่อกับเอเลี่ยน เขียนลงบนเว็บไซท์ของเธอ
Zetatalk ว่า เอเลี่ยนที่อาศัยอยู่บนดาวเคราะห์ ที่อุปโลกน์ขึ้นแถวดาว Zeta
Reticuli
ได้เตือนเธอว่า โลกจะมีอันตรายจาก ดาวเคราะห์เอ็กซ์ หรือ นิบิรุ ความหายนะนี้ เดิมได้ทำนายว่าจะเกิดขึ้น เมื่อ
พฤษภาคม
2003 และเมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้น วันสิ้นโลกได้เลื่อนไปเป็น เดือนธันวาคม 2012 เมื่อไม่นานมานี้เท่านั้นที่เรื่อง
ที่แต่งขึ้นทั้งสองเรื่องนี้เชื่อมโยงถึง ปฏิทินที่มีมายาวนานของชาวมายัน ได้สิ้นสุดลงในวันที่ ดวงอาทิตย์ อยู่ไกลจากโลก
มากที่สุด ของปี
2012 ดังนี้เองวันสิ้นโลกจึงถูกทำนายว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 21 ธันวาคม 2012


2.) อารยธรรมของชาวสุเมเรี่ยนเป็นอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ครั้งแรก และพวกเขาได้ทำนายปรากฏการดาราศาสตร์
อย่างแม่นยำหลายครั้ง รวมถึงการมีอยู่ของดาวมฤตยู
(Uranus) ดาวเกตุ (Neptune) และดาวพลูโต (Pluto)
ดังนั้นทำไมเราถึงไม่เชื่อคำทำนายของพวกเขาเกี่ยวกับนิบิรุ
?
นิบิรุ เป็นชื่อที่นักดาราศาสตร์ชาว บาบิโลเนี่ยน ใช้เกี่ยวโยงถึง พระเจ้ามาดัก(God Marduk) เป็นบางครั้ง นิบิรุ ปรากฏ
เป็นพระรองในกลอนประดิษฐ์ (Creation poem) Enuma Elish ที่บันทึกไว้ในห้องสมุดแห่งAssurbanipalกษัตร์แห่งอัซซีเรีย
(
668-627 BCE) หากแต่ ซูเมอร์(ชาวสุเมเรี่ยน) ได้มีการขยายอำนาจเร็วกว่านั้นมาก ประมาณ 23-17 BCE คำกล่าวอ้างที่ว่า
นิบิรุ นั้นเป็นดาวเคราะห์ และได้ค้นพบโดยชาวสุเมเรี่ยนนั้น ได้รับการโต้แย้งจากผู้ที่ศึกษาและแปลบันทึกที่เขียนไว้แห่ง เมโส
โปเตเมียโบราณ (ไม่เหมือนกับนักพลังจิต
Zecharia Sitchin) ซูเมอร์นั้เป็นอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่จริงมีความพัฒนาอย่างมากใน
เรื่องของการเกษตร การจัดการน้ำ การใช้ชีวิต และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเขียน อย่างไรก็ตาม พวกเขามีการบันทึก ที่เกี่ยวกับ
ดาศาสตร์ไว้น้อยมาก แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้รู้เกี่ยวกับการมีอยู่ของ
Uranus, Neptune และ Pluto พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่า
ดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งนั่นเป็นความรู้ที่มีขึ้นในกรีกโบราณสองทศวรรษถัดมา

หลังจาก การล่มสลายของอารยธรรมซูเมอร์ การกล่าวอ้างว่า ชาวสุเมเรี่ยนมีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับดาราศาสตร์ หรือว่า
พวกเขามีพระเจ้าที่ชื่อว่านิบิรุนั้น ล้วนแต่เป็นผลพวงจากจินตาการของ นักพลังจิต Zecharia Sitchin.


3.) คุณจะปฏิเสธการมีอยู่ของนิบิรุได้อย่างไรในเมื่อมันถูกค้นพบในปี 1983 และเรื่องราวของมันได้ถูกตีพิมพ์ลงใน
หนังสือพิมพ์ชั้นแนวหน้า
? ในเวลานั้นมันถูกเรียกว่า ดาวเคราะห์เอ็กซ์ และหลังจากนั้นมันได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น
เซน
(Xena) หรือ เอริส (Eris)

IRAS (กล้องโทรทัศน์อินฟราเรดในอวกาศของนาซ่า ที่สำรวจท้องฟ้าเป็นเวลาสิบเดือนในปี 1983) ได้ค้นพบแหล่ง อิน
ฟราเรดมากมาย แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ นิบิรุ หรือ ดาวเคราะห์เอ็กซ์ หรือ วัตถุใดๆก็ตามในระบบสุริยะส่วนนอก มีการวิจารณ์ ดีๆ
เกี่ยวกับเรื่องนี้จาก
Caltech สามารถอ่านได้ที่ (spider.ipac.caltech.edu/staff/tchester/iras/no_tenth_planet_yet.html)
โดยย่อ IRAS ได้บันทึกแหล่งอินฟราเรด 350,000 รายการ และโดยเริ่มต้นแล้วส่วนมาก เป็นสิ่งที่ไม่เคยถูกระบุตัวตนมาก่อน
(unidentified
แน่นอน มันเป็นจุดประสงค์แต่เริ่มต้นอยู่แล้ว ในการทำการสำรวจครั้งนี้) การสำรจทั้งหมดนี้ได้รับการตรวจสอบ
ซ้ำโดยอุปกรณ์ที่มีพลังมากกว่า ทั้งจากพื้นและอวกาศ

ข่าวลือเกี่ยวกับ "ดาวเคราะห์ดวงที่สิบ" ประทุขึ้นใน ปี 1984 หลังจากเอกสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ตีพิมพ์ ในวารสาร
ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ มีหัวข้อว่า "แหล่งกำเนิดที่ไม่ได้รับการระบุ จากการสำรวจย่อยของ IRAS" (“Unidentified point sources
in the IRAS minisurvey”
) ซึ่งกล่าวถึงแหล่งกำเนิดอินฟราเรดหลายแหล่งที่ "ไม่เคยพบเห็นมาก่อน" แต่ "วัตถุลึกลับ" เหล่านี้
ปรากฏว่าเป็นกาแลกซี่ที่อยู่ไกลโพ้นนั้นเอง จากที่มีการตีพิมพ์ในปี
1987 แหล่งอินฟราเรดที่ได้ค้นพบโดย IRAS นั้นไม่เคยถูก
พบว่าเป็นดาวเคราะห์แต่อย่างใด บทวิจารณ์ดีๆเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้สามารถหาได้ที่เว็บไซต์ของ
Phil Plait (www.badastrono
my.com/bad/misc/planetx/science.html#iras)


ข้อสรุปนั้นก็คือ นิบิรุเป็นเพียงเรื่องแต่งขึ้น โดยไม่อยู่บนหลักความจริง สำหรับนักดาราศาสตร์ การโต้แย้งอย่างดึง
ดันเกี่ยวกับดาวเคราะห์ที่อยู่
"ใกล้ๆ" แต่ "มองไม่เห็น" นั้นเป็นเพียงเรื่องงี่เง่าๆเท่านั้น


4.) หรือว่าเราควรถามถึงดาวเคราะห์เอ็กซ์หรือเอริสไม่ใช่นิบิรุและทำไมต้องเก็บวงโคจรของเอริสไว้เป็นความลับด้วย?
"ดาวเคราะห์เอ็กซ์" นั้นเป็นถ้อยคำที่ขัดกนเมื่อถูกใช้กับวัตถุมีจริง คำนี้ถูกใช้โดยนักดาราศาสตร์มาเป็นทศววรรษแล้ว สำ
หรับสิ่งที่คาดว่าหรืออาจเป็นไปได้ว่า อาจจะเป็นวัตถุ เมื่อวัตถุนั้นได้มีการค้นพบแล้ว มันจะถูกตั้งชื่อที่แท้จริงให้ อย่างที่เคยเป็น
กับ
พลูโต และ เอริส ซึ่งบางครั้งก็ยังถูกเรียกว่าดาวเคราะห์เอ็กซ์อยู่ ถ้าหากวัตถุใหม่ปรากฏว่าไม่ได้เป็นวัตถุจริงหรือว่าไม่ใช่ดาว
เคราะห์
คุณก็จะไม่ได้ยินเรื่องเกี่ยวกับมันอีก ถ้าหากมันเป็นจริง มันก็จะไม่ถูกเรียกว่าดาวเคราะห์เอ็กซ์เอริสเป็นหนึ่งในดาวเคราะห์
แคระหลายๆดวง ในระบบสุริยะชั้นนอกที่ถูกค้นพบเร็วๆนี้โดยนักดาราศาสตร์ ทั้งหมดนั้นอยู่บนวงโคจรธรรมดาๆที่จะไม่เคยนำมัน
มาเข้าใกล้โลก เช่นเดียวกับพลูโตเอริสนั้น มีขนาดเล็กกว่าพระจันทร์ของเรา และก็อยู่ไกลมากๆ และ วงโคจรของมันก็ไม่เคยนำ
มันมาใกล้โลกมากกว่า 4,000ล้านไมล์ และมันก็ไม่มีความลับเกี่ยวกับเอริส และวงโคจรของมัน โดยคุณ ก็สามารถตรวจสอบได้
ง่ายๆโดยใช้กูเกิล หรือ วิกิพีเดีย


5.) คุณจะปฏิเสธหรือว่ามีการสร้างกล้องโทรทัศน์ที่ขั้วโลกใต้เพื่อเอาไว้จับตา มองนิบิรุ ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วทำไมถึงจะ
ไปสร้างกล้องโทรทัศน์ที่ขั้วโลกใต้
?
มีกล้องโทรทัศน์อยู่ที่ขั้วโลกใต้จริง แต่มันไม่ได้สร้างโดยนาซ่า และไม่ได้ถูกใช้เพื่อศึกษานิบิรุ กล้องโทรทัศน์ที่ขั้วโลกได้
รับการสนับสนุนโดย National Science Foundation และมันเป็นกล้องโทรทัศน์วิทยุ (Radio telescope, ใช้คลื่นวิทยุเพื่อศึกษา
ดาราศาสตร์
) ไม่ใช่อุปกรณ์ทางแสง(optical instrument) มันไม่สามารถถ่ายภาพได้ ไม่เชื่อก็ลองไปหาดูในวิกิพีเดียได้ ขั้วโลก
ใต้เป็นที่ๆดีมากสำหรับการสำรวจโดยอินฟราเรดและวิทยุคลื่นสั้น และมันยังมีข้อได้เปรียบคือสามารถตรวจสอบวัตถุใดๆได้อย่าง
ต่อเนื่อง โดยปราศจากการรบกวนของกลางวัน
-กลางคืน
ผมยังต้องการที่จะกล่าวเพิ่มเติมว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะจินตนาการว่าจะมีวัตถุใดๆที่สามารถมองเห็นได้ขั้วโลกใต้เท่านั้น
ถึงแม้ว่ามันจะเคลื่อนที่เข้าขั้วโลกใต้ มันก็จะสามารถมองเห็นได้จากซีกโลกใต้ทั้งหมด

6.) มีภายถ่ายและวิดีโอมากมายเกี่ยวกับนิบิรุ บนอินเตอร์เน็ต นั้นเป็นหลักฐานไม่ใช่รึ ว่ามันมีอยู่จริง?
ภาพถ่ายและวิดีโอส่วนมากบนอินเตอร์เน็ต ล้วนแต่เป็นโครงสร้างอะไรสักอย่างที่อยู่ ใกล้ดวงอาทิตย์ (ซึ่งสอดคล้องกับคำ
กล่าวอ้างว่านิบิรุนั้นซ่อนอยู่หลังพระอาทิตย์ในหลายปีที่ผ่านมา) นี่เป็นภาพปลอมของดวงอาทิตย์ที่เกิดจากการหักเหภายในเลนส์
เป็นที่รู้จักในชื่อ
Lens flare คุณสามารถตรวจสอบพวกมันได้ง่ายๆ โดยข้อเท็จจริงที่ว่าภายเหล่านั้น เกิดในด้านตรงข้าม กับภาพ
ของดวงอาทิตย์เสมอ และดูเหมือนว่ามันสะท้อนผ่านกึ่งกลางของรูป มีวิดีโออันนึงที่เห็นได้อย่างชัดเจน ที่เมื่อกล้องขยับภาพลวง
นั้นก็เคลื่อนที่ในทิศตรงข้ามกับภาพจริงอย่างสม่ำเสมอ ปรากฏการณ์
lens flare นี้ยังเป็นแหล่งภาพของ UFO มากมายที่ถ่ายตอน
กลางคืนและมีแหล่งกำเนิดแสงจ้า เช่น ไฟถนนอยู่ในรูปถ่าย ผมประหลาดใจว่าผู้คนส่วนมากไม่รับรู้ถึงปรากฏการณ์นี้ ผมยังประ
หลาดใจอีกเมื่อพบว่าภาพเหล่านี้ ที่แสดงให้เห็นถึงอะไรซักอย่างที่ใหญและสว่างพอๆ กับพระอาทิตย์นั้ เป็นที่ยอมรับ ร่วมกับการ
กล่าวอ้างจากแหล่งข้อมูลเดียวกันว่านิบิรุนั้นมืด เกินไปที่จะถ่ายรูปเว้นแต่ว่าจะใช่กล้องโทรทัศน์ใหญ่ๆ

รูปถ่ายที่มีการพูดถึงมากที่สุดรูปหนึ่ง(www.greatdreams.com/nibiru-possible.jpg) แสดงให้เห็นรูปของกลุ่มแก็ซที่กำลัง
ขยายตัวไกลออกไปจากระบบสุริยะที่ไม่เคลื่อนไหว คุณสามารถสังเกตุได้ว่าที่จริงแล้วดาวนั้นเป็นดาวดวงเดียวกันในรูปทั้งสอง ผู้
อานตาคคมคนหนึ่ง จากเว็บไซท์นั้นระบุว่ารูปนี้เป็น รูปถ่ายจากกลุ่มแก็ซรอบดาว
V838 Mon วิกิพี่เดีย มีบทความดีๆและภาพสวยๆ
ของดาวดวงนี้จากฮับเบิ้ล เด็กม.ปลายคนนึง ประทับใจมากกับรูปจุดสีแดงที่โพสในเว็บนั้น ที่อ้างว่าเป็นรูปของนิบิรุ จากนั้นเขาทด
ลองในโปรแกรมโฟโต้ชอป เกี่ยวกับว่าจะสร้างรูปแบบเดียวกันนั้นได้อย่างไร เริ่มต้นจากไม่มีอะไรเลยวิดีโออันหนึ่งที่โพสในปี
2008
ในยูทูป (
www.youtube.com/watch?v=qDKtkWIx00www.youtube.com/watch?v=qDKtkWIx00A) เป็นชายคนหนึ่ง ซึ่งอ้าง
ว่าวัตถุที่ถูกตรวจพบโดยภาพถ่ายเอ็กซ์เรย์จากนาซ่าคือ นิบิรุ หลักฐานของเขานะหรือ
? เพราะว่าภาพถ่ายสีหลอก (กำหนดสีขึ้นเอง
จากข้อมูลที่ถ่ายได้มา เพราะจริงๆแล้ว เราไม่สามารถเห็นรังสีเอ็กซ์ได้ ภาพที่ได้จึงเรียกว่าภาพถ่ายสีหลอก
, False-color image-
ผู้แปล) ที่ปล่อยออกมาโดยนาซ่าเป็นสีฟ้า แสดงว่านั้นเป็นดวาเคราะห์ใกล้โลกที่มีมหาสมุทรอยู่แน่ๆ นี่มันน่าตลกสิ้นดี ถ้าหากว่ามัน
ไม่ได้ใช่เพื่อทำให้ชาวบ้านตื่นกลัว


7.) คุณสามารถอธิบายได้หรือไม่ว่า เป็นข้อเท็จจริงที่พื้นที่ ที่ (5h 53m 27s, -6 10 58) นั้นโดนถมดำใน google sky
และ
microsoft Telescope? คนทั่วไปกล่าวว่าพื้นที่นี้โดนถมดำเพราะว่านั่นเป็นพิกัดของตำแหน่งดาวนิบิรุในขณะนี้
ผู้คนจำนวนมากถามผมเกี่ยวกับสี่เหลี่ยมสีดำที่โอไรออน (กลุ่มดาวโอไรออน-ผู้แปล) ใน google sky ซึ่งเป็นการแสดงภาพ
ถ่ายจากการสำรวจของ Sloan Digital นี่ไม่สามารถเป็นที่หลบซ่อนของนิบิรุได้ เพราะว่ามันเป็นส่วนของท้องฟ้าที่สามารถมองเห็น
ได้จากเกือบทุกส่วนของโลก ในฤดูหนาวของปี
2007-2008 ซึ่งเป็นเวลาที่เรื่องราวของนิบิรุ เริ่มต้นขึ้น มันยังขัดแย้งกับคำอ้างว่า
นิบิรุนั้นซ่อนอยู่ข้างหลังพระอาทิตย์ หรือว่ามันสามารถมองเห็นได้จากซีกโลกใต้เท่านั้น แต่ผมเองก็สงสัยเกี่ยวกับ สีเหลี่ยมสีดำ นี้
ผมเลยไปถามเพื่อนที่เป็น นักวิทยาศาสตร์อาวุโสที่กูเกิ้ล เขาตอบว่า
มันเป็นข้อมูลที่หายไประหว่างการประมวลเพื่อนำภาพมาต่อ
ด้วยกัน
และทีมของเขารับรองว่าการอัพเดตครั้งต่อไปมันจะถูกแก้ไขแน่ !


8.) ถ้าหากรัฐบาลรู้เรื่องเกี่ยวกับนิบิรุ แล้วพวกเขาจะไม่เก็บมันเอาไว้เป็นความลับเหรอ ? เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความตื่น
ตระหนก เป็นหน้าที่ของรัฐบาลไม่ใช่เหรอที่ต้องดูแลประชาชนให้อยู่ในความสงบ
รัฐบาลมีหน้าที่หลายๆอย่าง แต่หน้าที่เหล่านั้นไม่ได้รวมไปถึงการทำให้ประชาชนอยู่ในความสงบไม่ตื่นตกใจจากประสบการณ์
ของผม รัฐบาลทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ อย่างเช่นการกล่าวถึงคำขู่ลวงของนักก่อการร้าย หรือว่า เกี่ยวกับอุบัติเหตุในการขับรถ
ในช่วงวันหยุดยาว ที่ไม่ได้มีอันตรายไปกว่าช่วงเวลาปกติเลยด้วยซ้ำ
นอกเหนือจากนั้น นักสังคมศาสตร์ยังชี้ให้เห็นว่า แนวคิดเกี่ยวกับการตื่นตระหนกของประชาชนนั้น มาจากฮอลิวู้ดซะส่วนมากในชณะ
ที่ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว ผู้คนมีประวัติที่ดีในการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันเมื่อตกทุกข์ได้ยากผมคิดว่าทุกคนก็ตระหนักว่า
การเก็บงำข่าวร้ายไว้นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ดีเอาซะเลย เพราะมันจะแย่ลงอีกเมื่อความลับนั้นถูกเปิดเผย และ ในกรณีของนิบิรุ ความจริงจะ
ปรากฏในเวลาไม่นานนี้แล้ว
ถึงแม้ว่ารัฐบาลอยากจะปิดข่าวนิบิรุเป็นความลับ ถ้ามันเป็นเรื่องจริงล่ะก็นะ มันจะถูกสำรวจจากนักดาราศาสตร์เป็นพันคนทั้งมือสมัคร
เล่นและมืออาชีพ นักดาราศาสตร์เหล่านี้อยู่ทั่วโลก และเขาเหล่านี้ ไม่สามารถเก็บความลับได้แม้จะถูกสั่งห้ามก็ตาม คุณไม่สามารถ
ซ่อนดาวเคราะห์ที่กำลังวิ่งเข้าสู่ระบบสุริยะชั้นในได้หรอกนะ
!

9.) ทำไมปฏิทินมายันถึงกล่าวว่าโลกจะสิ้นในปี2012 ? ฉันได้ยินมาว่าพวกเขามีคำทำนายเกี่ยวกับดวงดาวที่แม่นมากนะ
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเรารู้ดีกว่าพวกเขา
?
ปฏิทินมีไว้เพื่อติดตามห้วงของเวลา ไม่ใช่เพื่อทำนายอนาคต นักดาราศาตร์มายันนั้นฉลาด และพวกเขาได้พัฒนาปฏิทินที่ซับ
ซ้อน ปฏิทินโบราณเป็นสิ่งน่าสนใจสำหรับนักโบราณคดี แต่มันไม่สามารถเทียบได้เลยกับความสามารถของเราในทุกวันนี้ ในการรับ
รู้เวลา หรือความแม่นยำของปฏิทินที่เราใช้ ใจความก็คือ ไม่ว่าจะปัจจุบันหรืออดีตก็ตาม ปฏิทินไม่สามารถทำนายอนาคตของดาว
ของเราได้หรือเตือนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นใน ปีที่เฉพาะเจาะจงอย่างเช่นปี
2012

ผมสังเกตุว่า ปฏิทินบนโต้ะของผม สิ้นสุดลงเร็วกว่านั้นมาก คือวันที่ 31 ธันวาคม 2009 แต่ผมก็ไม่ได้ตีความว่านี่เป็น
คำทำนายถึงวันสิ้นโลก มันเป็นเพียงเวลาเริ่มต้นของปีใหม่เท่านั้นเอง




ขอบคุณบทความ : https://sites.google.com/site/iamtawon/








David Morrison, a space scientist at NASA Ames Research Center and interim director of NASA's new Lunar Science
Institute, answers questions from the public on "Ask an Astrobiologist." He recently published a collection of sample
questions and answers surrounding the Nibiru story in Skeptical Inquirer. The views expressed are the author's alone
and do not represent the official position of the Discovery Channel.